CEO SPCG บรรยายเวทีในประเทศ

CEO SPCG ร่วมเป็นวิทยากรอบรมหลักสูตร Ultra Wealth รุ่น 2 ในหัวข้อ การลงทุนในพลังงานทดแทน
05 ตุลาคม 2560

         เมื่อวันที่ 7 กันยายน  2559 ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ได้รับเกียรติจาก หลักสูตรฝึกอบรม Ultra Wealth รุ่น 2 เข้าร่วมเป็นวิทยากรอบรม ในหัวข้อ “การลงทุนในพลังงานทดแทน”  ณ ห้อง Grand Ballroom  โรงแรม Grand Hyatt Erawan กรุงเทพฯ

       หลักสูตรอบรมการลงทุน Ultra Wealth อยู่ภายใต้การสนับสนุนจากสมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งเน้นพัฒนาองค์ความรู้ความเข้าใจการลงทุนในด้านต่าง ๆ รวมถึงร่วมสร้างเครือข่ายของนักลงทุนและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของไทย และได้เชิญสุดยอดนักการลงทุนอันดับ 1 จากทุกวงการมาร่วมบรรยาย  ภายใต้แนวคิด “ALL ABOUT INVESTMENT”  ซึ่งผู้เข้าร่วมฟังเป็นนักธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชน รวม 104 ท่าน

       สำหรับผู้เข้าร่วมบรรยายในครั้งนี้ประกอบด้วย......

  1. คุณดิษทัต ปันยารชุน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในหัวข้อ “การลงทุนในน้ำมัน”
  2. ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ในหัวข้อ “การลงทุนในพลังงานทดแทน”

       ดร.วันดี ได้เล่าถึง ประสบการณ์เป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์รายแรกในประเทศไทยและอาเซียนว่า หลังจากเกษียณ ได้กลับมาทำงานใหม่ในปี 2552 ในสมัย           ดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆนับเป็นครั้งแรกของประเทศ ที่รัฐบาลประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่จะยื่นเสนอขายไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน (thermal energy) ไม่มีผู้ประกอบการใดสนใจทำ solar pv เลย จึงตัดสินใจทำ business model ขึ้นด้วยตัวเองและมีความเห็นว่า ธุรกิจนี้น่าจะประสบผลสำเร็จ เพราะมีปัจจัยสำคัญเพียง ความเข้มของแสงอาทิตย์ ที่มีแสงเมื่อไหร่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทันที  แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการลงทุน และเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ตัดสินใจไปยื่นขอสัญญาขายไฟที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งใจจะพัฒนาเพียง 1 โครงการ แต่การไฟฟ้าเสนอให้มาถึง 36 โครงการ  ซึ่งใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 25,000 ล้านบาท   จึงเริ่มหาเงินกู้ จากหลายๆสถาบันการเงิน ถูกปฏิเสธไป 9 ธนาคาร โดยให้เหตุผลว่า ผู้กู้อายุมากแล้ว แบงก์มีความเสี่ยงที่จะได้เงินคืน  จนได้ธนาคารกสิกรไทย โดย ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย ขณะนั้นให้การสนับสนุน

         จากนั้นปี 2557 นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดย เข้าทางอ้อม (Back Door Listing) ซึ่งระดมทุนผ่านตลาดฯครั้งแรกได้เงินมา 1,260 ล้านบาท ก็ยังไม่พอ ต้องกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารกรุงไทยอีก 6,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 12  ซึ่งไม่พอต้องหาเงินเพิ่มอีก เพื่อทำ 36 โครงการ จะกู้เงินเพิ่มได้ ก็ต้องไปหาผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือ จึงบินไปเจรจากับ เวิลด์แบงก์ และ ได้มาร่วมถือหุ้น ทั้งดึง มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (E for E) มาร่วมถือหุ้นด้วย ก็เดินหน้าพัฒนา จนครบ 36 โครงการ และต่อมาเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ออกหุ้นกู้จนได้เงินมาทั้งสิ้น 12,500 ล้านบาท  นำมาใช้คืนหนี้ธนาคารจนหมดสิ้น ปัจจุบันทุกโครงการมีกำไรเกินร้อยละ 50

         ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ SPCG กำลังพัฒนาทำโซลาร์ฟาร์มที่  ญี่ปุ่น แห่งแรก 30 MW และกำลังเจรจาเพิ่มอีก 500 MW  ส่วนที่ฟิลิปปินส์ อีก 37 MW อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยเป็นผู้นำในเรื่องพลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

         ปัจจุบัน บริหารอยู่ทั้งหมด 44 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท Steel and Solar Roof (SSR) ทำธุรกิจ ผลิต จำหน่าย และให้บริการติดตั้ง หลังคาเหล็กรีดลอน  บริษัท Solar Power (SPC) เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และดูแลโซลาร์ฟาร์มทั้งหมด 36 โครงการ บริษัท Solar Power Engineering (SPE) เป็นบริษัทให้บริการออกแบบทางวิศวกรรม ให้บริการด้านการปฏิบัติการและบำรุงรักษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ SPCG Leasing ให้บริการธุรกิจสินเชื่อ การเช่าซื้อ ให้แก่บริษัทและโรงงานต่างๆ ในการลงทุนทำระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ บริษัท Solar Power Roof (SPR) ซึ่งเป็นธุรกิจน้องใหม่ ทำธุรกิจ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ในการทำธุรกิจ SPR เป็นธุรกิจที่ตื่นเต้นมาก และเป็น business model ที่ยากมาก เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปี 2014 ปีแรกขายได้ 200 ล้านบาท ปีที่สองขายได้ 400 ล้านบาท และปีที่ 3 ตั้งเป้าไว้ที่ 800 ล้านบาท และในการทำธุรกิจนี้ต้องซื้อใจผู้บริโภค จึงต้องสร้างความเชื่อมั่น ใช้วิธีติดตั้งโซล่าร์รูฟให้กับบุคคลที่สังคมนับถือ อาทิ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุลดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นต้น เพราะถ้าท่านเหล่านี้ให้การยอมรับ ก็แสดงว่าธุรกิจ โซลาร์รูฟ ของ SPR นั้นมีคุณภาพจริง

        บริษัทใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ของ Kyocera ที่ให้การรับประกันแผงยาวนานถึง 25 ปี และหลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วบริษัทจะเปลี่ยนชื่อผู้รับประกันเป็นชื่อลูกค้า เพื่อให้ข้อมูลของผู้ใช้ไปขึ้นจดทะเบียนอยู่กับ Kyocera ที่ญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ติดตั้งว่าจะได้รับการรับประกันที่ยาวนาน นอกจากนั้นแผง Kyocera เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ววัสดุยังสามารถนำมารีไซเคิลได้ เช่น กระจก ซิลิคอน และอลูมิเนียม   ส่วน Inverter ใช้ของ  SMA จากเยอรมัน รับประกัน 5 ปี

         ดร.วันดี กล่าวต่อว่า จากการทำธุรกิจโซลาร์ฟาร์มสามารถขาย คาร์บอนเครดิตได้ถึง 200,000 ตันต่อปี (1 ฟาร์ม ได้ประมาณ 5,000 ตัน) โดยเงินที่ขายคาร์บอนเครดิตได้นั้น จะนำมาร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆที่จัดตั้งขึ้นที่มีจุดมุ่งหมายในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของบริษัทที่ได้ตั้งไว้ 

ติดต่อเรา
บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่
เลขที่ 1 อาคารแคปปิตอล เวิร์ค เพลส ชั้น 10
ซอยแจ่มจันทร์ แขวงคลองตันเหนือ
เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทร: +662 011 8111
แฟกซ์ : +662 011 8112
หากท่านมีความประสงค์ที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของเราโปรดส่งข้อมูลของท่านกลับมายังบริษัทฯ ดังนี้
ชื่อ
ที่อยู่
อีเมล
เบอร์โทร
เรื่อง
ข้อความ

ท่านได้รับทราบข้อมูลจากช่องทางใด