SPCG ประกาศจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น ส่วนงวด 6 เดือนหรือครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิกว่า 1,415 ล้านบาท นอกจากนั้นบริษัทมีต้นทุนการเงินที่ลดลงจากการที่บริษัทชำระเงินกู้ได้มากขึ้น
15 August 2017

            ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ “SPCG” แถลงผลประกอบการงวด 6 เดือนหรือครึ่งปีแรก  โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานวันบริษัท จดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day)  จากงบการเงินรวม  งวด 6 เดือนหรือครึ่งปีแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน บริษัทมีกำไรสุทธิกว่า 1,415 ล้านบาท  และในงวดเดียวกันนี้ ทำรายได้รวมกว่า  2,579 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสุทธิและรายได้รวมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนในงวดเดียวกัน นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าว่าผลประกอบการในปีนี้จะไม่ต่ำกว่าปีก่อน

         ดังนั้นคณะกรรมการบริษัท จึงมีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.50 บาท จากงวด ผลดำเนินงาน วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2560 ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล (Record Date) ในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และให้รวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนและพักการโอนหุ้น ในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 8 กันยายน 2560       

        นอกจากนั้นบริษัทมีต้นทุนการเงินที่ลดลงจากการที่บริษัทสามารถชำระเงินกู้ได้มากขึ้น  ทำให้ต้นทุนการเงินงวด   ไตรมาส 2 นี้ลดลงเหลือกว่า 158 ล้านบาท  จากงวดเดียวกันเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่กว่า 186 ล้านบาท ส่วนงวด 6 เดือนแรกปีนี้ ต้นทุนการเงินอยู่ที่กว่า 315 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีที่แล้วอยู่ที่กว่า 380 ล้านบาท

         ดร.วันดี กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้บริษัททำกำไรได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  มาจากยอดขายโซลาร์ รูฟ ที่เติบโตดีขึ้นมาก  ที่ลูกค้าทั้งกลุ่มครัวเรือน  คอมเมอร์เชียล และ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะลูกค้าเมื่อติดโซลาร์ รูฟ ของบริษัทแล้ว ต่างเห็นผลลัพธ์ที่ดี สามารถลดค่าไฟได้มาก ช่วยลดต้นทุนดำเนินงาน  ทำให้กิจการของลูกค้ามีกำไรเพิ่มขึ้น  ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจึงเป็นที่นิยมแพร่หลายในท้องตลาดมากขึ้น

          นอกจากนั้นลูกค้าที่ใช้ ผลิตภัณฑ์ SPR Solar Roof แล้ว ต่างประทับใจในแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของ Kyocera จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน รวมทั้งลูกค้ามั่นใจในบริษัท Kyocera ที่ก่อตั้งมา 60 ปี โดย ดร.อินาโมริ คาซึโอะ ซึ่งเป็น วิศวกรด้านเซรามิก เป็นผู้นำเซรามิก มาทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ พาร์ท เป็นผู้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเชิญมาให้ฟื้นฟู เจแปน แอร์ไลน์ จากล้มละลายมาสู่ การเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ญี่ปุ่น และ Kyocera เป็น 4 บริษัทในโลก ที่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ผ่านการทดสอบ “World First Long-Term Sequential Test”  by TUV Rheinland-January 2011 ให้การรับประกันแผงยาวนานถึง 25 ปี และหลังจากปีที่ 25 การันตีคุณภาพการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 80 เปอร์เซนต์ นอกจากนี้บริษัทยังเลือกใช้ Inverter SMA มาตรฐานจาก ประเทศเยอรมันนี เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างสูงสุด     

        ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและผู้ถือหุ้น บมจ.เอสพีซีจี และ SPR Solar Roof ล่าสุดบริษัทจึงได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 (ด้านคุณภาพ) ภายใต้นโยบายคุณภาพ“Best Value, Best Design, Best Output and Best Service To All of Customer” เพื่อนำระบบมาตรฐานมาประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณภาพของการติดตั้งและบริการ

          นอกจากนี้ SPR Solar Roof ยังได้การรับรองมาตรฐาน OHSAS 18001:2007 (การจัดการด้านความปลอดภัย) มาควบคุม กำกับ ดูแล การทำงานให้เกิดความปลอดภัยตามระบบสากล และข้อกำหนดกฎหมาย ภายใต้นโยบายความปลอดภัย “The Most Safety” โดยได้รับการรับรองจากหน่วยงาน NQA UKAS  เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

      นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 นิตยสารการเงินธนาคาร ฉบับที่ 421 ได้จัดอันดับ 300 บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 (Best Public Companies of The Year 2017) จากนิตยสารการเงินการธนาคาร ฉบับที่ 421 ผลปรากฎว่า บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ “SPCG” ได้คว้าอันดับที่ 26 จาก 300 บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 โดยการจัดอันดับในครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) สูงสุด 300 อันดับแรก และมีผลประกอบการที่แสดงกำไร รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 96 บริษัท ที่มีผลประกอบการแสดงกำไร โดยใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2559

           สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้ ฝ่ายวิชาการ วารสารการเงินธนาคาร ระบุว่า บริษัท “SPCG” มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์การพิจารณาครบทุกข้อ โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้มีมูลค่าตลาดรวม 19.773.39 ล้านบาท, สินทรัพย์ 24,232.28 ล้านบาท, ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,294.62 ล้านบาท, รายได้ 5,544.30 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 2,314.21 ล้านบาท และอัตราส่วนกำไรสุทธิ    41.74%  นอกจากนั้นยังมีกำไรต่อหุ้น 2.50 บาท, อัตราตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 13.77 %, อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 29.93 % ทั้งยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.84 % ซึ่งเท่ากับ 1.10 บาทต่อหุ้น