CEO SPCG ได้รับเกียรติจาก หลักสูตรฝึกอบรม Ultra Wealth รุ่น 3 เข้าร่วมเป็นวิทยากรอบรม เกี่ยวกับเรื่อง “New Era of Energy” หัวข้อ “Renewable Opportunities on Climate Change”
12 July 2017

          เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม  2560 ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ได้รับเกียรติจาก หลักสูตรฝึกอบรม Ultra Wealth รุ่น 3 เข้าร่วมเป็นวิทยากรอบรม เกี่ยวกับเรื่อง “New Era of Energy” หัวข้อ “Renewable Opportunities on Climate Change”  ณ ห้อง The Campus ชั้น LL  โรงแรม Grand Hyatt Erawan กรุงเทพฯ

          หลักสูตร Ultra Wealth Group – Master of Investment เป็นหลักสูตรอบรมการลงทุน ที่รวมสุดยอดนักการลงทุนอันดับ 1 จากทุกวงการมาร่วมกันเป็นผู้บรรยาย โดยเป็นหลักสูตรภายใต้แนวคิด  “ALL ABOUT INVESTMENT”  ซึ่งผู้เข้าร่วมอมรมเป็นทั้งนักลงทุน, นักธุรกิจรุ่นใหม่ และผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชน ในรุ่น 3 นี้มีทั้งสิ้นรวม 104 ท่าน โดย ดร.วันดี ได้ถูกเชิญเป็นวิทยากร เนื่องจากเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญพลังงานแสงอาทิตย์

           ดร.วันดี ได้เริ่มต้นกล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change นั้นเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก  สหประชาชาติได้จัดตั้งหน่วยงาน United Nation Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและแก้ไขปัญหาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วโลก  โดย UNFCCC ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการจัดประชุม COP 21 ที่กรุงปารีสก่อให้เกิด Paris Agreement ที่กว่า 200 ประเทศทั่วโลก ได้ให้คำมั่นที่จะช่วยกันลดอุณหภูมิ 1.5-2 องศา  ซึ่งเป็นวาระของโลกและเป็นเรื่องที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องร่วมมือกัน ในส่วนของประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการสนับสนุนเงินลงทุนให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาในธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศที่กำลังพัฒนาที่จะลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน เพราะจะมีการสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีสำหรับพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นทุกๆปี

          หลังจากนั้น  ดร.วันดี ได้เล่าถึงประสบการณ์ความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ว่า หลังเกษียณจากการทำงานในปี 2552 สมัย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็น รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน มีนโยบายสนับสนุนด้านพลังงานหมุนเวียน  ได้ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรก ของประเทศไทยและอาเซียน ประกาศรับซื้อผ่านไปปีกว่า ไม่มีบริษัทใดยื่นขอขายไฟที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงสนใจพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และได้คิดวางแผนธุรกิจ จัดทำ Business Model ขึ้นด้วย ความตั้งใจผลักดันให้ธุรกิจนี้สำเร็จ จึงพัฒนาโครงการทั้ง 36 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 260 MW สร้างงานช่วงก่อสร้างกว่า 20,000 แรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 210,000 ตัน/เทียบเท่าต่อปี

          ดังนั้นจึงเริ่มพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกเมื่อ ปี 2556 หลังจากที่เกษียณอายุไปเมื่อปี 2549 เริ่มต้นทำโครงการประสบปัญหาอย่างมากในการหาเงินทุนสถาบันการเงิน เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน ทำให้สถาบันการเงินไม่มีข้อมูลด้านความเสี่ยง ต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงการกว่า 1 ปี ใช้ที่ปรึกษาการเงิน ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาด้านเทคนิค ที่ปรึกษาด้านประกันภัยซึ่งทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงด้านการลงทุน

          ปรากฎว่า ในที่สุด ได้ธนาคารกสิกรไทย เป็นธนาคารที่ช่วยสนันสนุนทางด้านการเงินด้วยโดยมีอัตราหนี้สินต่อทุนที่ 60:40 ทำโครงการโซลาร์ฟาร์มแห่งแรกที่โคราช เริ่มผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และส่งเข้าระบบจำหน่ายไฟ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553

          โดยธนาคารให้มีระยะเวลาประเมิน 6 เดือนก่อนเริ่มพัฒนาโครงการที่ 2 ผลปรากฎใน 3 เดือนแรกว่าการผลิตไฟฟ้าดีกว่าเป้าหมายกว่า 20% ทำให้ธนาคารเห็นโอกาสที่จะช่วยบริษัทพัฒนาโครงการที่เหลือที่ต้องใช้เงินลงทุนกว่า 24,000 ล้านบาท บริษัทได้รับการสนับสนุนจาก  International Finance Corporation Member of World Bank Group ร่วมทุนในโครงการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มที่เหลือและร่วมให้ความสนันสนุนทางด้านการเงิน ตลอดจนนำเงินกู้ Climate Technology fund มาร่วมให้กู้กับสถาบันการเงินอื่นๆอีก 6 แห่ง ภายใต้การจัดการของธนาคารกสิกรไทย

          ส่วนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทใช้วิธี Back Door Listing คือ การเข้าตลาดหุ้นทางลัด ด้วยวิธีควบรมกับบริษัท สตีล อินเตอร์เทรด จำกัด(มหาชน) และระดมเงินทุน จนประสบความสำเร็จ       

          ด้านการลงทุนในต่างประเทศ SPCG กำลังพัฒนาทำโซลาร์ฟาร์มที่  ญี่ปุ่น แห่งแรก 30 MW และกำลังเจรจาเพิ่มอีก อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยเป็นผู้นำในเรื่องพลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

          ปัจจุบัน SPCG มีฐานะเป็น Holding Company ถือหุ้นใหญ่ 45 บริษัท ปัจจุบันกำลังเร่งขยายงานให้กับ บริษัท Solar Power Roof (SPR) ซึ่งเป็นธุรกิจรับติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ขณะนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก เจ้าของบ้าน โรงงานอุตสาหกรรม ต่างให้การยอมรับ ติดโซลาร์ รูฟ ของ SPR เพราะใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีคุณภาพสูงจาก KYOCERA จากประเทศญี่ปุ่น และลูกค้าที่ติดตั้งภายในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ   BOI  ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 50% ของเงินลงทุน ภายในสิ้นปีนี้เท่านั้น โดยลูกค้าชำระเงินได้ในปีนี้  มีเวลาให้ติดตั้งใน 3 ปี ทำให้ผู้ติดตั้งคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี นอกจากนั้นลูกค้าจะเลือกเป็นหักค่าเสื่อม Depreciation ก็ได้ ปีนี้รัฐบาลให้สิทธิตัดได้ 1.5 เท่า โดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงบันทึกในบัญชีว่าชำระเงินแล้วในปีนี้ถึงได้สิทธิ ช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าไฟฟ้าและคืนทุนได้ภายใน 7 ปี เท่ากับว่า ติด SPR Solar Roof ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำไรให้กับลูกค้าได้ทันที

          นอกจากนั้น ดร. วันดี ยังได้แชร์ข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในอนาคตว่า มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง Carbon Footprint และ Carbon Credit ซึ่งจะเกิดมากขึ้นทั่วโลกในอนาคต โดยเป็นการสนับสนุนจากประเทศที่พัฒนาแล้วสู่ประเทศที่กำลังพัฒนาในเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งในปีที่แล้วทาง SPCG ทำการขาย Co2 ได้แล้ว ซึ่งได้ชี้แจงกับผู้ถือหุ้นแล้วว่าเงินส่วนนี้จะนำเอาไปสมทบทุนบริจาค ส่วนในปีนี้ได้มีการขอซื้อ Co2 เข้ามามากขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความต้องการและการเติบโตอย่างมาในอนาคตสำหรับ Carbon Credit