SPCG คว้าอันดับที่ 26 บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 จากกว่า 300 บริษัท จัดอันดับโดยนิตยสารการเงินธนาคาร หรือ Money & Banking Magazine ฉบับที่ 421
26 May 2017

           เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 นิตยสารการเงินธนาคาร ฉบับที่ 421 ได้จัดอันดับ 300 บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 (Best Public Companies of The Year 2017) จากนิตยสารการเงินการธนาคาร ฉบับที่ 421 ผลปรากฎว่า บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ “SPCG” ได้คว้าอันดับที่ 26 จาก 300 บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 โดยการจัดอันดับในครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) สูงสุด 300 อันดับแรก และมีผลประกอบการที่แสดงกำไร รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 96 บริษัท ที่มีผลประกอบการแสดงกำไร โดยใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2559

           สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้ ฝ่ายวิชาการ วารสารการเงินธนาคาร ระบุว่า บริษัท “SPCG” มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์การพิจารณาครบทุกข้อ โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้มีมูลค่าตลาดรวม 19.773.39 ล้านบาท, สินทรัพย์ 24,232.28 ล้านบาท, ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,294.62 ล้านบาท, รายได้ 5,544.30 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 2,314.21 ล้านบาท และอัตราส่วนกำไรสุทธิ    41.74%  นอกจากนั้นยังมีกำไรต่อหุ้น 2.50 บาท, อัตราตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 13.77 %, อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 29.93 % ทั้งยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.84 % ซึ่งเท่ากับ 1.21 บาทต่อหุ้น

         ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  บริษัทมุ่งมั่นดำเนินงานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งโซลาร์ฟาร์ม 36 แห่ง และโซลาร์ รูฟ ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ภายใต้แบรนด์ SPR SOLAR ROOF ซึ่งมียอดขายที่ดีเพราะได้รับการยอมรับจาก ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนมาก  เนื่องจากใช้แผงที่มีคุณภาพ จาก Kyocera ประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้ SPCG   สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น และสะท้อนให้เห็นฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง

         ส่วนวิธีการจัดอันดับ นิตยสารการเงินธนาคาร ได้ใช้วิธีการจัดอันดับที่วัดจากเกณฑ์การพิจารณาที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของบริษัทในภาพรวม โดยวัดจาก 3 ปัจจัยดังนี้

         1. ขนาดของบริษัท โดยวัดจาก มูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization), สินทรัพย์ (Asset) และ ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder’s Equity)

         2. ความสามารถในการแสวงหากำไร โดยวัดจาก รายได้รวม (Revenue), กำไรสุทธิ (Net Profit), กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings per Share : EPS) อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม (Net Margin)

         3. ผลตอบแทนต่อการลงทุน โดนวัดจาก อัตรผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) อัตรผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Asset : ROA), อัตราผลตอบแทนในรุปเงินปันผล (Dividend Yeild)

          สำหรับผลการดำเนินงาน ของ บมจ. เอสพีซีจี ประจำไตรมาส ที่1/2560 บริษัทมีรายได้รวม 1,301.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้รวมจำนวน 1,230.4 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 756.8 ล้านบาท ซึ่งเติบโตกว่า ร้อยละ 10 เมื่อเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิรวม 690.4 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้น ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 อยู่ที่ 21.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร PE Ratio อยู่ที่ประมาณ 8.3 เท่า

          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) (May bank Kim Eng) มองว่าแม้ในไตรมาส 2 ปีนี้ จะมีการปรับตัวลงของค่า Ft  ก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ SPCG น้อยมาก เนื่องจาก สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ SPCG ได้รับการสนับสนุนด้วยระบบ Adder ที่ราคา 8.00 บาท/หน่วย เป็นเวลายาวนาน 10 ปี ทำให้ค่า Ft มีสัดส่วนในราคาขายไฟฟ้าไม่ถึง 3% ของราคาขายไฟฟ้า บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า SPCG มีภาระการจ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงมาก จะสามารถหักกลบประเด็นเรื่องค่า Ft ได้ จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

          ส่วนแผนงานในปีนี้ บริษัท SPCG จะดำเนินธุรกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายโซลาร์ฟาร์มในต่างประเทศ และในส่วนของ SPR Solar Roof บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในปีนี้จะทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท  ซี่งบริษัทมั่นใจว่า สามารถทำได้สำเร็จ เพราะที่ผ่านมา SPR มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด 

          SPR Solar Roof ได้ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ของ Kyocera จากประเทศญี่ปุ่นที่รับประกันแผงยาวนานถึง 25 ปี และหลังจากปีที่25 การันตีคุณภาพการผลิตไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยการติดตั้งโซล่ารูฟ จะช่วยให้ผู้ติดตั้งสามารถลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าได้มาก