CEO SPCG ได้รับเกียรติจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย เชิญเข้าร่วมงาน “เวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560”
03 March 2017

        เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย  เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เข้าร่วมงาน “เวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560”  ณ EH ศูนย์นิทรรศการและการประชุม
ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

        สำหรับงาน เวทีสานพลังชุมชนฯครั้งนี้ได้รับความสนใจมาก มีผู้เข้าร่วมฟังกว่า 600 คน ซึ่งมาจากเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นทั้งประเทศที่ได้รับการคัดเลือกจาก สสส. กว่า 1,000 ชุมชน

       โดย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ได้รับเชิญบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลังงานชุมชน พลังแห่งสายพระเนตร สร้างอนาคตพลังงานไทย”

         ดร.วันดี ได้น้อมนำพระราชดำรัสใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง
รัชกาลที่9 ที่ทรงตรัสว่า “ขาดทุน คือกำไร (
Our Loss Is Our Gain ) การเสียคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุข เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้” พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534

        “..พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐเมสสาชูเขตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 ซึ่งรวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 25,550 วัน มีโครงการในพระราชดำริ จำนวน 4,569 โครงการ คิดโดยเฉลี่ยเป็น 55 วันต่อ 1 โครงการ และเสด็จไปทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ...”

         นอกจากนี้ ดร.วันดี ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือทางสายกลาง มาปฎิบัติใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน

          สำหรับพลังงานแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ พลังงานสิ้นเปลือง พลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรประมาณ 65 ล้านคน และกำลังการผลิตไฟฟ้าท้งสิ้น 41,000      เมกะวัตต์ มีก๊าซชีวภาพอยู่ในอ่าวไทยที่ไม่อีกกี่ปีก็จะหมดไป ดังนั้นจึงต้องช่วยกันคิดหาพลังงานทดแทนที่หลากหลาย มีความยั่งยืน และมีต้นทุนที่ประชาชนรับได้มาทดแทน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายของแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ตั้งแต่ปี 2558 – 2579 จะมีพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนรวมกันกว่า 28% และในอีก 19 ปีต่อจากนี้ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่รัฐบาลตั้งไว้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 70,000 เมกะวัตต์

           พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ทั้งยังช่วยลดโลกร้อนได้ เนื่องจากไม่มีต้นทุน ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีมลภาวะ และไม่มีการปลดปล่อยของเสีย ดังนั้นรัฐบาลจึงจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นเป็น 6,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579

          ดร.วันดี กล่าวต่อว่า หลังจากเกษียณจากการทำงานในปี 2553 ช่วง รัฐบาลสมัย ดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบายสนับสนุนด้านพลังงานหมุนเวียน เปิดให้เอกชนสามารถพัฒนาโครงการผลิตฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ทุกประเภท เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน จึงสนใจที่จะพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และได้คิดวางแผนธุรกิจ จัดทำ Business Model ขึ้นด้วยความตั้งมั่น และตั้งใจผลักดันให้ธุรกิจนี้จนสำเร็จ

           หลังจากพัฒนาโครงการสำเร็จทั้ง 36 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 260 MW จึงนำบริษัท เอสพีซีจี ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้หมวดพลังงาน  หลังจากนั้นได้ต่อยอดความสำเร็จของธุรกิจมาสู่ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา ภายใต้ชื่อ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ เอสพีอาร์ โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อินเวอเตอร์ อุปกรณ์ เครื่องมือ ต่าง ๆ แบบเดียวที่ใช้ในโซลาร์ฟาร์ม เพื่อการันตีในมาตรฐานอุปกรณ์ต่างๆว่ามีคุณภาพจากการใช้งานจริงของบริษัท ซึ่งขณะนี้โซลาร์รูฟของเอสพีอาร์ ได้รับการยอมรับจากเจ้าของบ้านในกรุงเทพกว่า 500 หลังคาเรือน

            บริษัทเลือกใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์จาก Kyocera ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง มีประสบการณ์ในการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ถึง 35 ปี รับประกันตัวแผงยาวนานถึง 25 ปี และหลังจากปีที่ 25 ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง  80% ลูกค้าจึงเชื่อมั่นได้ว่า แผงมีอายุนานมากกว่าที่รับประกัน โดยที่ญี่ปุ่น  Kyocera นำแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ภาคสนาม ปรากฎว่า แผงยังมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี ทั้งที่ใช้งานนานเกินกว่า 35 ปี  แต่ค่าพลังงานลดลงเฉลี่ยแค่ 8.6%  ส่วน Inverter บริษัทเลือกใช้ของ SMA จากประเทศเยอรมัน รับประกันถึง 5 ปี เพราะบริษัทตระหนักถึงความสำคัญในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยในการใช้งาน และคืนทุนให้กับลูกค้าได้ในช่วง 8-9 ปี หลังการติดตั้ง ประโยชน์และข้อดี ในการติดตั้ง
โซลาร์ รูฟ ว่า สามารถผลิตไฟใช้เองได้ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าภายในบ้านได้เป็นอย่างดี

Contact us
SPCG Public Company Limited ( Head Office )
1 Capital Work Place Building, 10th Floor,
Soi Jamjan Klongton Nua Sub-District,
Wattana, Bangkok Thailand 10110
Tel: +662 011 8111
Fax : +662 011 8112