UN มอบรางวัล สตรีผู้นำด้านการลดโลกร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แก่ ดร.วันดี กุญชรยาคง CEO ของ SPCG ในงานประชุมสัมมนาสภาวะโลกร้อน ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2557
10 December 2014

วันดี กุญชรยาคง สตรีผู้นำการบุกเบิกโครงการผลิตไฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในประเทศไทยและในประชาคม ASEAN ที่เป็นพลังงานสะอาดมาสู่ประเทศไทย ดำรงตำแหน่ง CEO ของ บมจ.SPCG

SPCG โดยการนำของวันดี สามารถปลดล็อคเงื่อนไขของสถาบันการเงินในการให้กู้ เดินหน้าก่อสร้างโครงการโซลาร์ฟาร์มจนครบ 36 แห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ราบสูง น้ำไม่ท่วม ความเข้มแสงดีตลอดปี รวมกำลังการผลิตกว่า 250 เมกะวัตต์ แล้วเสร็จเมื่อเดือน มิ.ย.2557 ที่ผ่านมา สามารถช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้เทียบเท่า 200,000 ตันต่อปี

หัวใจของความสำเร็จ

SPCG สามารถพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36 แห่ง 250 เมกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาทสำเร็จตามแผน
SPCG ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานสะอาด ไม่มีมลภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างงานแก่สตรีในท้องถิ่น และช่วยสร้างแรงบันดาลใจแก่สตรีทั่วภูมิภาค ในการก้าวรุกขึ้นมาทำธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม
เมื่อปี 2013 วันดี ได้รับรางวัลนักธุรกิจสตรียุคใหม่ ปี 2013 จาก Asia Pacific Entrepreneurship Awards

ปัญหา

ประเทศไทยมีอัตราการใช้พลังงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ให้หลุดพ้นความยากจน แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาด้านมลภาวะ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากกว่า 90%  ของการผลิตไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน

ทางแก้ปัญหา

SPCG ที่นำโดยวันดี ได้ปลดล๊อคเงื่อนไขการลงทุนของสถาบันการเงิน และการได้รับสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนเงินกู้พลังงานสะอาด (Clean Technology Fund) หรือที่เรียกชื่อย่อว่า CTF สามารถพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36 แห่ง  รวมกว่า 250 เมกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อเดือน มิ.ย.57 ที่ผ่านมา

เมื่อปลายปี 2556 ปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตกว่า 10 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีเพียง 500 เมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์มของ SPCG ซึ่งรวมถึงโครงการที่โคราช2 และโครงการเลย1 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนมากกว่า 25% ของจำนวนรวมทั้งหมด จากแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกของประเทศ  ที่กำหนดให้ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือกอื่นๆภายในปี 2564 ไม่น้อยกว่าร้อยละ25ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 3,000 เมกะวัตต์

โซลาร์ฟาร์มช่วยลดสภาวะโลกร้อน

โซลาร์ฟาร์มทั้ง 36 แห่ง รวมกว่า250 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอน เทียบเท่า 200,000 ตันต่อปี  ทั้งนี้ โครงการโซลาร์ฟาร์มโคราช2 และโครงการโซลาร์ฟาร์มเลย1 ทำการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้ชุมชนในท้องถิ่น ได้นำไปใช้อีกตราบนานเท่านาน ด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์มีการรับประกันคุณภาพ 25 ปี มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี ช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน ลดมลภาวะที่เกิดต่อชุมชน ช่วยลดสภาวะโลกร้อน

ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ช่วยสร้างงาน และลดภาวะความยากจน

จากการที่วันดี เป็นคนแรกที่เห็นโอกาส การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงได้เริ่มบุกเบิกโดยการขอรับการสนับสนุนเงินลงทุนจาก International Finance Corporation (IFC) Member of World Bank Group และเงินกู้จากกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Technology Fund) ชื่อย่อว่า CTF มาผสมผสานกับเงินกู้ของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาติ ทำให้สามารถพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36 แห่งแล้วเสร็จ ส่งผลทำให้สถาบันการเงินและนักลงทุนทั้งในประเทศและจากทั่วโลก ให้ความสนใจมาลงทุนพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทย เนื่องจากมีความเข้มแสงอาทิตย์ที่ดี มีสถาบันการเงินสนับสนุนเงินกู้ มีนักลงทุนเป็นจำนวนมากต้องการลงทุน มีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญ โดยมีนโยบายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม การลดโลกร้อน

SPCG มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยขึ้นแท่นเป็นผู้นำการผลิตและการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาค ASEAN เป็นผู้นำการใช้พลังงานสะอาด ผู้นำในด้านการลดโลกร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ลดสภาวะความยากจนในภูมิภาคอันเนื่องมาจากการจ้างงาน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต  ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเนื่องจากการลงทุน ช่วยรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เกิดความยั่งยืนส่งผ่านไปยังอนุชน

ผลสะท้อนเชิงบวก

SPCG ได้สร้างรูปแบบธุรกิจที่ดีของการพัฒนาโครงการผลิตไฟ้ฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จากข้อมูลของงบการเงิน ที่ได้เปิดเผยแล้ว ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการที่จะนำรูปแบบของ SPCG ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ไปขยายโอกาสทางธรุกิจให้มากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถปลดล๊อคเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ นับเป็นแบบอย่างของธุรกิจที่ดี และยังช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

นอกจากนี้ วันดี ยังให้ความสำคัญในการขยายรูปแบบธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังประเทศพม่า ซึ่งมีประชากรเพียง 13% ที่มีไฟฟ้าใช้จากการปักเสาพาดสาย ส่วนอีกกว่า 43 ล้านคน ยังใช้ไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีมลภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Mini Grid สามารถพัฒนาได้ด้วยความรวดเร็ว และกระจายการผลิต การใช้ได้รวดเร็วในทุกพื้นที่ของประเทศพม่า อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความยากจนได้ด้วย

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่

1. http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000142456

2. http://www.thairath.co.th/content/468581

3. http://www.komchadluek.net/detail/20141211/197555.html

4. http://www.banmuang.co.th/news/economy/3704

5. http://m.posttoday.com/articlestory/334997/0005

6. http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1418297181

7.  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE9ESTRPVFEzT1E9PQ

Contact us
SPCG Public Company Limited ( Head Office )
1 Capital Work Place Building, 10th Floor,
Soi Jamjan Klongton Nua Sub-District,
Wattana, Bangkok Thailand 10110
Tel: +662 011 8111
Fax : +662 011 8112